กรุณารอสักครู่
อีเมล์
รหัสผ่าน
kkk
ลืมรหัสผ่าน    สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก
 


รายการชนิดพืช กลุ่มทรัพยากรที่ไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเชิงพาณิชย์โดดเด่นกว่าประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น

รายละเอียดไหม

1. ผลผลิต
2. ราคา
3. การส่งออก
4. รายละเอียดเพิ่มเติมด้านการผลิต
ข้อมูลผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและผลผลิตปี 2556

ไหมหัตถกรรม (ไหมไทยพื้นบ้าน/ไหมไทยลูกผสม) ไหมอุตสาหกรรม จำนวนผู้ทอผ้าไหมและทำผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม (ที่ไม่ได้ปลูกหม่อนเลี้ยง) (ราย) จำนวนร้านค้าผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม (ราย) หม่อนผลสด
จำนวนเกษตรกร (ราย) พื้นที่ปลูกหม่อน (ไร่) ปริมาณเส้นไหมที่ผลิตได้ (กก.) จำนวนเกษตรกร (ราย) พื้นที่ปลูกหม่อน (ไร่) ปริมาณรังไหม (กก.) เส้นไหมที่ผลิตได้ต่อปี (กก.) จำนวนเกษตรกร (ราย) พื้นที่ปลูกหม่อน (ไร่) ผลผลิตที่ได้ (กก.)
71,630 39,570.2 287,771 2,552 15,520.0 1,076,207 145,072 41,764 693 901 1,116.3 270,765
 

ที่มา :กรมหม่อนไหม (2557)
5. รายละเอียดเพิ่มเติมด้านการบริโภค
เช่นเดียวกับหม่อน ตารางแสดงมูลค่าการส่งออกไหม (ตารางที่ 3.120) สะท้อนว่าผลผลิตไหมของไทยในปัจจุบันเกือบทั้งหมดนำมาใช้ในประเทศ ดังนั้นปริมาณการบริโภคในประเทศจึงประมาณการว่าใกล้เคียงกับผลผลิตที่ปรากฎในตารางที่ 3.119 คือ 287,771 กิโลกรัม สำหรับไหมหัตถกรรม  และ 145,072 กิโลกรัม สำหรับไหมอุตสาหกรรม ในปี 2556
6. รายละเอียดเพิ่มเติมด้านการส่งออก
มูลค่าการส่งออก เศษไหม เส้นไหมดิบ และรังไหมที่มีใยสาวออกได้ ปี 2550-2557 

หน่วย: บาท และกิโลกรัม

ปี เศษไหม เส้นไหมดิบ รังไหมที่มีใยสาวออกได้ รวม
ปริมาณ มูลค่า ปริมาณ มูลค่า ปริมาณ มูลค่า ปริมาณ มูลค่า
2550 90,025 10,769,850 6,860 9,200,418     96,885 19,970,268
2551 137,325 16,158,316 7,121 11,246,697 1,756 497,726 146,202 27,902,739
2552 104,873 18,181,396 2,920 5,722,686 4,216 1,274,292 112,009 25,178,374
2553 15,865 5,025,300 7,811 6,926,293 682 43,768 24,358 11,995,361
2554 2,104 1,279,924 1,141 1,303,536 116 26,111 3,361 2,609,571
2555 11,409 4,352,751 23 49,809     11,432 4,402,560
2556 5,740 7,354,229 20 27,152 1 11,603 5,761 7,392,984
2557 14,155 3,864,261 138 43,476 638 82,269 14,931 3,990,006
สัดส่วน ปี 2557 (ร้อยละ) 94.80 96.85 0.92 1.09 4.27 2.06    
 

ที่มา :สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (2558)
8. รายละเอียดเพิ่มเติมด้านราคา
ราคาเส้นไหม ณ สิ้นไตรมาส ปี 2553-2558 (บาท/กิโลกรัม)

เดือน/ปี เส้นไหมไทยพื้นบ้าน เส้นไหมอุตสาหกรรม
เส้นไหม 1 เส้นไหมลืบ เส้นไหมต่างประเทศ ควบ4
มี.ค./2553 800-1,600 500-850 1,150-1,600
มิ.ย./2553 900-1,600 500-900 1,300-1,700
ก.ย./2553 900-1,800 550-900 1,600-1,800
ธ.ค./2553 950-1,800 500-1,200 1,600-2,200
มี.ค./2554 800-2,000 400-1,100 1,750-2,200
มิ.ย./2554 1,000-2,400 500-1,400 1,950-3,000
ส.ค./2554 1,000-2,200 500-1,000 2,300-3,000
ธ.ค./2554 900-2,000 500-1,400 1,950-3,000
มี.ค./2555 1,540-1,780 650-860 2,500-3,000
ก.ค./2555 1,338-1,571 676-776 2,316-2,506
ก.ย./2555 - - -
ธ.ค./2555 - - -
มี.ค./2556 1,450-1,770 705-830 2,243-2,433
มิ.ย./2556 1,472-1,811  700-833 2,190-2,450
ก.ย./2556 1,458-1,758 693-818 2,190-2,450
ธ.ค./2556 1,540-1,860 770-918 2,415-2,700 
มี.ค./2557 1,491-1,809 741-867 2,430-2,600
มิ.ย./2557 1,629-1,943 844-963 2,415-2,700 
ก.ย./2557 1,515-1,836 805-908 2,415-2,700
ธ.ค./2557 1,522-1,944 781-926 2,415-2,700
มี.ค./2558 1,511-1,814 746-860 2,535-2,725
พ.ค./2558 1,583-1,875 755-891 2,543-2,733
 

ที่มา :กรมหม่อนไหม (2558)
10. รายละเอียดเพิ่มเติมด้านความหลากหลายในการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
ไหมสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้หลากหลาย ตัวอย่างเช่น

 

          1. สิ่งทอ อาทิ ผ้าไหม

2. ผงไหม ปัจจุบันหลายประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่นและจีนได้มีการศึกษานำเอาวัสดุเหลือใช้จากไหม เช่น เศษเส้นไหมที่เกิดขึ้นระหว่างการสาวไหม หรือรังไหมที่ตัดแล้ว มาพัฒนาเป็นผงไหมซึ่งเป็นโปรตีนธรรมชาติประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 18 ชนิด แล้วนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ใช้ทำเครื่องสำอาง อาหาร และเป็นวัสดุทางการแพทย์[1] ในปี 2552 นักวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องคการมหาชน) หรือ สทน. ได้นําเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ในกระบวนการผลิตผงไหมคุณภาพสูงจนประสบความสําเร็จในการผลิตโปรตีนไหม (Silk Peptide) จากผงไหมไทยด้วยเทคนิคเชิงนิวเคลียร์[2]

3. เครื่องสำอางอาทิ เครื่องสำอางจากโปรตีนไหมโดยศูนย์นวัตกรรมไหม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเครื่องสำอางจากโปรตีนไหม ตั้งแต่ปี พ.ศ 2549 และได้ดำเนินการพัฒนาวิจัยต่อยอดจนได้รับอนุสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ 2552 จนปัจจุบันผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางโปรตีนไหมจำนวน 4 รายการ ได้แก่ สเปรย์น้ำโปรตีนไหม สบู่ก้อนใสโปรตีนไหม     ครีมบำรุงผิวหน้าโปรตีนไหมผสมอะโวกาโด และสบู่เหลวโปรตีนไหม ได้รับการรับตรวจสอบและรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ว่าไม่มีส่วนผสมของสารห้ามใช้ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ในปี 2554 ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทั้ง 4 รายการได้ผ่านการจดแจ้งการขึ้นทะเบียน อย. แล้ว[3]

 

 

 

 

4. อาหาร อาทิ อาหารจากดักแด้ไหม ดักแด้ไหมเป็นสิ่งหนึ่งที่ได้จากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม นอกจากการนำมาบริโภคโดยตรงแล้ว สามารถนำไปเลี้ยงปลาและสัตว์อื่น ๆ ทั้งนี้เพราะดักแด้ไหมมีโปรตีนสูง มีวิตามินและเกลือแร่หลายชนิด ไขมันที่สกัดได้ยังนำไปผสมเพื่อทำสบู่และเทียนไขที่มีคุณภาพสูง[4] นอกจากนี้ ยังมีอาหารที่ทำจากผงไหม ซึ่งผงไหมมีสารที่ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดสลายแอลกอฮอล์ในร่างกาย ช่วยลดการตายของเซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องกับความจำ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ดังนั้น จึงมีการนำมาผสมในอาหาร นอกจากจะเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังมีประโยชน์ดังกล่าวข้างต้น สำหรับผลิตภัณฑ์ที่นำผงไหมไปเป็นส่วนผสมเชิงการค้า เช่น ไส้กรอก กุนเชียง ลูกชิ้น ไอศกรีม บะหมี่ หมู ฯลฯ[5]

5. สบู่และเทียนไขไขจากดักแด้ไหมสามารถนำมาผลิตเป็นสบู่และเทียนไขที่มีคุณภาพสูง ญี่ปุ่นและอิตาลีเป็นประเทศที่ผลิตสบู่และเทียนไขคุณภาพสูงจากไขดักแด้ไหมมากเป็นอันดับ 1 และ 2[6]

6. กระดาษจากใยไหมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อให้ได้รังไหมสำหรับสาวเอาเส้นใยไหมใช้ทำเครื่องนุ่งห่ม ต่อมาได้มีการวิจัยและพัฒนานำเอาวัสดุเหลือใช้จากการผลิตไหมมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์และเป็นทางเลือกของผู้เลี้ยงไหม รวมทั้งลดต้นทุนของการผลิตไหม จึงได้ดำเนินการทำกระดาษใยไหมหรือแผ่นใยไหมจากหนอนไหมเพื่อใช้เป็นวัสดุใหม่ ๆ สำหรับการใช้สอยในชีวิตประจำวัน เช่น ใช้ทำกระดาษติดพนัก ทำพัด ทำโคมไฟ ทำดอกไม้ประดิษฐ์ และใช้เป็นวัสดุในงานศิลปหัตถกรรม เป็นต้น[7]

 

[1]สำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม, “ผงไหม”.

[2]สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ, “มหัศจรรย์ผงไหม”, 26 กันยายน 2556.

[3]ข่าวประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม “ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางโปรตีนไหม มมส ได้รับ อย.”, 2554.

[4]สำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม, “ดักแด้ไหม”.

[5]วิโรจน์  แก้วเรือง, “ไหม...คุณประโยชน์ที่ค้นพบอย่างไม่จบสิ้น ตอนที่ 2”

[6]วิโรจน์  แก้วเรือง, “ไหม...คุณประโยชน์ที่ค้นพบอย่างไม่จบสิ้น ตอนที่ 2”

[7]สำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม, “กระดาษจากใยไหม”.
ไหมสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้หลากหลาย ตัวอย่างเช่น

 

          1. สิ่งทอ อาทิ ผ้าไหม

2. ผงไหม ปัจจุบันหลายประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่นและจีนได้มีการศึกษานำเอาวัสดุเหลือใช้จากไหม เช่น เศษเส้นไหมที่เกิดขึ้นระหว่างการสาวไหม หรือรังไหมที่ตัดแล้ว มาพัฒนาเป็นผงไหมซึ่งเป็นโปรตีนธรรมชาติประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 18 ชนิด แล้วนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ใช้ทำเครื่องสำอาง อาหาร และเป็นวัสดุทางการแพทย์[1] ในปี 2552 นักวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องคการมหาชน) หรือ สทน. ได้นําเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ในกระบวนการผลิตผงไหมคุณภาพสูงจนประสบความสําเร็จในการผลิตโปรตีนไหม (Silk Peptide) จากผงไหมไทยด้วยเทคนิคเชิงนิวเคลียร์[2]

3. เครื่องสำอางอาทิ เครื่องสำอางจากโปรตีนไหมโดยศูนย์นวัตกรรมไหม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเครื่องสำอางจากโปรตีนไหม ตั้งแต่ปี พ.ศ 2549 และได้ดำเนินการพัฒนาวิจัยต่อยอดจนได้รับอนุสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ 2552 จนปัจจุบันผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางโปรตีนไหมจำนวน 4 รายการ ได้แก่ สเปรย์น้ำโปรตีนไหม สบู่ก้อนใสโปรตีนไหม     ครีมบำรุงผิวหน้าโปรตีนไหมผสมอะโวกาโด และสบู่เหลวโปรตีนไหม ได้รับการรับตรวจสอบและรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ว่าไม่มีส่วนผสมของสารห้ามใช้ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ในปี 2554 ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทั้ง 4 รายการได้ผ่านการจดแจ้งการขึ้นทะเบียน อย. แล้ว[3]

 

 

 

 

4. อาหาร อาทิ อาหารจากดักแด้ไหม ดักแด้ไหมเป็นสิ่งหนึ่งที่ได้จากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม นอกจากการนำมาบริโภคโดยตรงแล้ว สามารถนำไปเลี้ยงปลาและสัตว์อื่น ๆ ทั้งนี้เพราะดักแด้ไหมมีโปรตีนสูง มีวิตามินและเกลือแร่หลายชนิด ไขมันที่สกัดได้ยังนำไปผสมเพื่อทำสบู่และเทียนไขที่มีคุณภาพสูง[4] นอกจากนี้ ยังมีอาหารที่ทำจากผงไหม ซึ่งผงไหมมีสารที่ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดสลายแอลกอฮอล์ในร่างกาย ช่วยลดการตายของเซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องกับความจำ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ดังนั้น จึงมีการนำมาผสมในอาหาร นอกจากจะเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังมีประโยชน์ดังกล่าวข้างต้น สำหรับผลิตภัณฑ์ที่นำผงไหมไปเป็นส่วนผสมเชิงการค้า เช่น ไส้กรอก กุนเชียง ลูกชิ้น ไอศกรีม บะหมี่ หมู ฯลฯ[5]

5. สบู่และเทียนไขไขจากดักแด้ไหมสามารถนำมาผลิตเป็นสบู่และเทียนไขที่มีคุณภาพสูง ญี่ปุ่นและอิตาลีเป็นประเทศที่ผลิตสบู่และเทียนไขคุณภาพสูงจากไขดักแด้ไหมมากเป็นอันดับ 1 และ 2[6]

6. กระดาษจากใยไหมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อให้ได้รังไหมสำหรับสาวเอาเส้นใยไหมใช้ทำเครื่องนุ่งห่ม ต่อมาได้มีการวิจัยและพัฒนานำเอาวัสดุเหลือใช้จากการผลิตไหมมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์และเป็นทางเลือกของผู้เลี้ยงไหม รวมทั้งลดต้นทุนของการผลิตไหม จึงได้ดำเนินการทำกระดาษใยไหมหรือแผ่นใยไหมจากหนอนไหมเพื่อใช้เป็นวัสดุใหม่ ๆ สำหรับการใช้สอยในชีวิตประจำวัน เช่น ใช้ทำกระดาษติดพนัก ทำพัด ทำโคมไฟ ทำดอกไม้ประดิษฐ์ และใช้เป็นวัสดุในงานศิลปหัตถกรรม เป็นต้น[7]

 

[1]สำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม, “ผงไหม”.

[2]สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ, “มหัศจรรย์ผงไหม”, 26 กันยายน 2556.

[3]ข่าวประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม “ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางโปรตีนไหม มมส ได้รับ อย.”, 2554.

[4]สำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม, “ดักแด้ไหม”.

[5]วิโรจน์  แก้วเรือง, “ไหม...คุณประโยชน์ที่ค้นพบอย่างไม่จบสิ้น ตอนที่ 2”

[6]วิโรจน์  แก้วเรือง, “ไหม...คุณประโยชน์ที่ค้นพบอย่างไม่จบสิ้น ตอนที่ 2”

[7]สำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม, “กระดาษจากใยไหม”.
11. รายละเอียดเพิ่มเติมด้านอุปสรรคทางการค้า
				
			
12. รายละเอียดเพิ่มเติมด้านมาตรการทางภาษี
มาตรการทางภาษีของประเทศในอาเซียน

 

ตารางที่ 3.123 อัตราภาษีนำเข้าไหม (HS Code 50) ของประเทศสมาชิกอาเซียน แบ่งเป็นอัตราภาษีที่จัดเก็บภายใต้กรอบ WTO และอัตราภาษีภายใต้กรอบอาเซียน (ATIGA)

ประเทศ อัตราภาษีภายใต้กรอบ WTO อัตราภาษีภายใต้กรอบ ATIGA
บรูไน 0 0
กัมพูชา 7 0
อินโดนีเซีย 5-10 0
ลาว 5-20 0
มาเลเซีย 0-10 0
เมียนมาร์ 3-20 0
ฟิลิปปินส์ 1-3 0
สิงคโปร์ 0 0
เวียดนาม 5-12 0
 

ที่มา :WTO และ asean.org
มาตรการทางภาษีของประเทศในอาเซียน

 

ตารางที่ 3.123 อัตราภาษีนำเข้าไหม (HS Code 50) ของประเทศสมาชิกอาเซียน แบ่งเป็นอัตราภาษีที่จัดเก็บภายใต้กรอบ WTO และอัตราภาษีภายใต้กรอบอาเซียน (ATIGA)

ประเทศ อัตราภาษีภายใต้กรอบ WTO อัตราภาษีภายใต้กรอบ ATIGA
บรูไน 0 0
กัมพูชา 7 0
อินโดนีเซีย 5-10 0
ลาว 5-20 0
มาเลเซีย 0-10 0
เมียนมาร์ 3-20 0
ฟิลิปปินส์ 1-3 0
สิงคโปร์ 0 0
เวียดนาม 5-12 0
 

ที่มา :WTO และ asean.org
13. รายละเอียดเพิ่มเติมด้านมาตรการที่มิใช่ทางภาษี
มาตรการที่มิใช่ภาษีของประเทศในอาเซียน

 

          ตารางที่ 3.124 มาตรการที่มิใช่ภาษีของประเทศสมาชิกอาเซียนที่เกี่ยวข้องกับการค้าไหม

ประเทศ มาตรการ สินค้า วิธีดำเนินการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ NTMs/NTBs
อินโดนีเซีย[1] ขออนุญาตนำเข้า อาหาร เครื่องดื่ม ผลไม้ และผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร ผู้นำเข้าจะต้องจดทะเบียนกับ Ministry of Trade and Industry หรือจดทะเบียนกับ Department of Health (BPOM) ของอินโดนีเซีย และระบุหมายเลขทะเบียน(ML NO.) ลงในผลิตภัณฑ์ด้วย - Ministry of Trade and Industry - Department of Health (BPOM) NTMs
มาเลเซีย[2] มาตรการสุขอนามัย สินค้าประเภท ผลิตภัณฑ์ยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ พื้นบ้าน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีเครื่องหมาย Meditag TM ยกเว้นผลิตภัณฑ์ดูแลภายนอก (OTC : external personal care products) ที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย Meditag TM Ministry of Health NTMs
ฟิลิปปินส์[3] ควบคุมการนำเข้าประเทศ อาหารสำเร็จรูป ต้องลงทะเบียนและมี Certification of Product The Bureau of Food and Drug Administration NTMs
    เครื่องสำอาง ต้องลงทะเบียนและมีใบรับรอง The Bureau of Food and Drug Administration NTMs
สิงคโปร์[4]   สินค้าทุกชนิด ผู้นำเข้าและส่งออก ต้องจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับหน่วยงาน Accounting & Corporate Regulatory Authority (ACRA) และได้รับใบอนุญาตการนำเข้าหรือส่งออก จาก International Enterprise Singapore (IE Singapore) - Accounting & Corporate Regulatory Authority - International Enterprise Singapore NTMs
เวียดนาม[5] มาตรการสุขอนามัย( Sanitary and Phytosanitary Measures : SPS) อาหารแปรรูป/สินค้าอาหาร - เฝ้าระวังโดยกระทรวงสาธารณสุข - ต้องมีการวิเคราะห์ทาง LAB และผลิตด้วยกระบวนการมาตรฐานสากล GMP/HACCP Ministry of Health NTMs
  [1]กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์, “คู่มือ การค้าและการลงทุนสาธารณรัฐอินโดนีเซีย”, 2555. [2]กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์, “คู่มือ การค้าและการลงทุนสหพันธรัฐมาเลเซีย”, 2555. [3]กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์, “คู่มือ การค้าและการลงทุนสาธารณรัฐฟิลิปปินส์”, 2555. [4]กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์, “คู่มือ การค้าและการลงทุนสาธารณรัฐสิงคโปร์”, 2555. [5]กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์, “คู่มือ การค้าและการลงทุนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม”, 2554.

ที่มา :กรมส่งเสริมการส่งออก

©2015 All rights reserved.
สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) Power by UKnow-CoE